Department of Interior Design

Group's posts with tag: interior design

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag interior design
Posted by Mooi on Mar 9, '08 10:45 PM for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
จะเรียกว่าอะไรดี Kiosk? หรือ Architecture?

Posted by Chainarong on Feb 19, '08 12:12 PM for everyone
ขอบคุณพี่นุ้ยรุ่น 51 มากๆครับ..ผลบุญนี้จะตกแก่ท่านทั้งก่อนและหลังสัมปรายภพ..แน่นอน..

หลักเกณฑ์,ข้อกำหนดในการดำเนินงานตามแบบ
1.งานไม้
-ไม้ปิดผิวทั้งหมดควรจะเป็นไม้เกรดเอ ปราศจากรอยต่อซึ่งเป็นสาเหตุของความเสียหายต่างๆได้
- ไม้ทั้งหมดควรมีคุณภาพที่ดีและเหมาะสมกับงานไม้ทุกชนิด ในความยาวที่เท่ากันควรมีการต่อไม้(Joint)ที่
เรียบร้อย
1.1 การทำให้แห้ง
- ไม้ทั้งหมดที่ใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์ควรจะทำให้แห้งก่อนนำไปใช้
- ในกรณีที่เสียหายเนื่องจากการบิดตัวหรือหดตัวของไม้ ผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
1.2 งานที่ทำด้วยมือ
- งานไม้ทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามแบบที่วาดไว้ เช่น โครงไม้และขั้นตอนการติดตั้ง
- ผู้รับเหมาต้องจัดหาอุปกรณ์ในการทำงานของตนเอง
- การต่อไม้จะต้องเป็นกาต่อไม้ที่สมบูรณ์แบบ
1.3 การดูแลงานไม้
- ไม้ทั้งหมดจะต้องได้รับการรักษาที่ดี
1.4 ความปลอดภัย
- ผู้รับเหมาจะต้องมีความรับผิดชอบ ดูแลงานและป้องกันความเสียหายใดๆที่จะเกิดขึ้น
1.5 ขั้นตอนการทำงาน
- ในระหว่างการทำงานจะต้องมีการปรึกษาระหว่างกันในแต่ละฝ่ายเสมอๆ
1.6 การซ่อมบำรุง
- ในกรณีที่เกิดรอยร้าว (Crack) ให้ใช้เศษไม้มาปิดรอยร้าวนั้นๆ
1.7 วีเนียร์ (Veneer)
- ไม้วีเนียร์ที่ใช้จะต้อง
- ไม่ควรใช้ไม้วีเนียร์ที่มีรอยต่อ ควรใช้ไม้ที่เป็นชนิดเดียวกัน
1.8 กาว
- ใช้กาว PVA (Poly Vinyl Arcrylic) หรือกาวลาเท็กซ์ หรือกาวชนิดอื่นที่เหมาะสมกับงาน
1.9 การเข้าไม้แบบเดือยหรือสลัก
- ขั้นตอนในการต่อเดือยให้ใช้ไม้เนื้อแข็งและ
2. พลาสติกลามิเนต
2.1 ใช้วัสดุนำเข้าที่ดีไซน์เนอร์ระบุไว้ หรือที่แสดงไว้ในแบบเท่านั้น ผู้รับเหมาเป็นคนจัดหาตัวอย่างมาให้
ดีไซน์เนอร์รับรอง (Approval)
2.2 ใช้กาวยางหรือกาวชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติเท่ากัน
2.3 ใช้ไม้อัดหนา 10 มม.ก่อนจะกรุลามิเนต
3. กระจกเงา
3.1 ใช้กระจกปรี แบบเบลเยี่ยมคัท
3.2 ความหนาอย่างต่ำจะต้องเป็น 7/32 นิ้ว
3.3 ให้ใช้ยี่ห้อ TGSG หรือเทียบเท่า
4. งานเหล็ก
4.1 งานโลหะและการยิงสกรูต้องใช้วัสดุเดียวกัน งานเหล็กทั้งหมดจะต้องเหมาะสมและไปได้กับวัสดุกรุผิว
นั้นๆ
4.2 ในงานเชื่อมเหล็กถ้าเป็นไม้หรือวัสดุอื่นๆที่มีรอยตำหนิบนพื้นผิว ผู้รับเหมาจะต้องเปลี่ยนให้และชดเชย
ค่าเสียหายให้เอง
4.3 งานเหล็กทั้งหมดจะต้องใช้เหล็กที่มีมวลเบา
5. งานโลหะ
5.1 โลหะจะต้องเป็นโลหะเกรดเอ
5.2 การเชื่อมโลหะทั้งหมดจะต้องใช้เครื่องเชื่อม
5.3 งานโลหะที่ติดกับพื้นจะต้องมีแผ่นยางรองรับด้านล่าง
5.4 โลหะทุกชนิดจะต้องเป็นโลหะใหม่ เกรดเอ ไม่มีสนิมและรอยแตกใดๆ
5.5 งานโลหะที่ทำด้วยมือจะต้องมีฝีมือระดับที่ดีเยี่ยม งานต่อทั้งหมดจะต้องเป็นงานเชื่อมที่มีความเรียบร้อย
และแนบเนียน
5.6 งานเชื่อมจะต้องอาศัยความเรียบร้อย ต้องไม่มีรอยไม้และรอยแตก
6. งานกระจก
6.1 กระจกต้องเป็นกระจกเกรดเอ ไม่มีฟองอากาศ ไม่มีตำหนิบนพื้นผิวกระจก
6.2 กระจกที่ใช้ต้องมียี่ห้อและชนิดของกระจกปริมาณและความหนา
6.3 การตัดกระจกต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญ
6.4 กระจกจะต้องมีการเคลือบเงาในระดับปกติ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
6.5 ผงสำหรับอุดรูหรือรอยต่างๆต้องกันความร้อน
7. ไม้อัด
7.1 ใช้ไม้อัดตราช้างหรือที่ระบุไว้ในแบบ
7.2 โครงไม้จะต้องเป็นไม้อัดซึ่งใช้ไม้ยมหอม ไม้ตะแบก ไม้สยา
8. วอลล์เปเปอร์
8.1 ผู้รับเหมาจะต้องปิดหัวตะปู ทำให้ผนังเรียบและทาสีขาวก่อนปิด Wallpaper
9. งานทาสี
9.1 งานสีสเปรย์
สีสเปรย์เมื่อพ่นแล้วให้เคลือบ Shellac (ชะ-แล็ค) แล้วขัดด้วยกระดาษทรายแล้วพ่นสีรองพื้นทับอีก
ครั้งหนึ่ง เมื่อแห้งสนิทให้ขัดด้วยกระดาษทรายแล้วพ่นสีสเปรย์จริงๆ 2 – 3 ชั้น
9.2 MDF-Board
พื้นผิวจะต้องเรียบแห้งและสะอาด มีลำดับขั้นตอนการทำสีดังนี้
- อุดรูตะปูแล้วใช้กระดาษทรายขัดให้ผิวเรียบเนียนแล้วปัดฝุ่นออก
- เคลือบด้วยน้ำยารองพื้นแล้วปล่อยให้แห้ง
- ทาทับอีกครั้ง แล้วเคลือบสีครั้งสุดท้าย
9.3 สีธรรมชาติและสีโอ๊ก
- ต้องเคลือบด้วย Shellac พื้นผิวหน้าของงานปิดผิวจะต้องเรียบเนียน ขัดด้วยกระดาษทรายและ
เคลือบ Shellac 3 ครั้ง จากนั้นเคลือบด้วยแลกเกอร์ชนิดเงาหรือไม่เงาแล้วแต่ตัววัสดุ
9.4 การย้อมสี
- ล้างด้วยความเอาใจใส่และใช้น้ำสะอาด
- ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์1 แล้วล้างออก
- หลังจากแห้งแล้วให้ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 1 อีกครั้งแล้วล้างออก
- แล้วย้อมสี 2 ครั้ง
- หลังจากแห้งแล้วให้ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 00 แล้วเคลือบด้วย แลคเกอร์
9.5 งานเทคนิคแลคเกอร์
- งานแลคเกอร์ใช้กระดาษทรายเบอร์ 0
- เคลือบด้วยยาขัด แลกเกอร์ 2 รอบ (ขัดออกแล้วเคลือบครั้งที่สอง)
- ปล่อยให้แห้งอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เคลือบด้วย Olisand ก่อน หลังจากนั้นขัดด้วยเหล็กฝอย (steel wool) เบอร์ 00
- ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
10. พื้นหินแกรนิตและหินอ่อน
พื้นหินแกรนิตและหินอ่อนจะต้องมีขนาดที่ระบุไว้ในแบบ สีและลวดลาย ตามที่อยู่ในวิธีให้สีในการตกแต่ง ( Color scheme) และแบบ หินแกรนิตและหินอ่อนทุกแผ่นต้องได้ระดับและไม่เสียหาย
11. ฝ้าเพดาน
11.1 ฝ้าเพดานยิปซั่มบอร์ดควรหนา 9 มิลลิเมตร ความหนาและ ระบบการแขวนที่เป็นโลหะ ซึ่งประกอบด้วยรูปตัดที่ระบุไว้ในแบบ รูปตัดทั้งหมด และ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ที่แขวน ที่ต่อ คลิปแขวน และ น๊อตเกลียว จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน การติดตั้งควรได้รับคำแนะนำจากผู้ผลิต ข้อต่อและรอยตะปูควรเปลี่ยนและทำตามลำดับขั้นในการทำสี
11.2 ฝ้าเพดานไม้ควรเป็นไปตามที่ระบุไว้เช่นเดียวกับที่วางบนผนัง
12 งานเฟอร์นิเจอร์
- ใช้โครงไม้เนื้อแข็ง ผิวหน้าใช้ไม้อัด
- ใช้ไม้มะยมหอม ไม้สยา ไม้ตะแบก หรือไม้ตะเคียน
- ใช้ไม้อัดชนิดเดียวกันสำหรับโครงภายนอกและภายใน ที่ซึ่งระบุไว้ในแบบ
12.2 ผิวหน้าของเฟอร์นิเจอร์
- ความหนาของไม้อัดต้องไม่น้อยกว่า 10 มิลลิเมตร บนโครงไม้เนื้อแข็ง
12.3 สีและพื้นผิว
- ในกรณีที่ใช้ไม้ธรรมชาติ เลือก
- การย้อมสีไม้ในงานเฟอร์นิเจอร์ต้องตรงกับสีตัวอย่างที่แสดงไว้
- สำหรับไม้ย้อมสี ผู้รับเหมาจะต้องแสดงไม้ย้อมสีให้ผู้ออกแบบรับรอง
12.4 หน้าบานตู้
- ใช้ไม้อัดทั้งสองข้างกรุบนโครงไม้เนื้อแข็ง ความหนาตามที่ระบุไว้ในแบบ และใช้ขนาดและรูปร่างของโครงไม้เนื้อแข็งตามที่ระบุไว้ในแบบเท่านั้น


12.5 ชั้นปรับระดับ
- ทั้งสองด้านใช้เป็นไม้อัดบน ท็อปด้านบนใช้ความหนา 6 มม. ไม้อัด ด้านอื่นใช้ความหนา 3 มม. โครงไม้เนื้อแข็ง ขนาดและรูปทรงตามที่ระบุไว้ ยึดกับโครง Stainless หรือโลหะอื่นๆ
12.6 ลิ้นชักไม้
- โครงไม้เนื้อแข็งใช้วัสดุเหมือนเดิมเช่นเดียวกันกับผิวหน้าของเฟอร์นิเจอร์ และ มีรางอลูมิเนียม
- ลิ้นชักอาจจะมี grip เซาะร่องไว้ด้านบนหรือด้านล่าง จึงไม่ต้องใช้มือจับ
Attachment: หลักเกณฑ์ในการระบุกำหนดแบบ.doc

Posted by Mooi on Jan 18, '08 12:29 AM for everyone
Link: http://starlightxpress.multiply.com

บล็อคของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในครับ เค้ามีให้ดูตั้งแต่งานสเกตถึงงานเสร็จเลย

Posted by Mooi on Jan 17, '08 9:11 AM for everyone
ช่วยๆกันเชียร์หน่อย ปั่นกระแสให้ เพื่อให้วงการวิชาชีพเราเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ปีหน้าเด็กเอ็น 100,000 คนแน่!!! 555



**(แต่รับ 50 คนนะ)


Import.flv (12.8 MB)

Posted by Mooi on Jan 12, '08 5:01 AM for everyone

รถไฟฟ้า 'แอร์พอร์ต ลิงค์' มาถึงไทยอีก 4 ขบวน [11 ม.ค. 51 - 21:34]

วันนี้ (11 ม.ค.) นายไพรัช โรจน์เจริญงาม หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟฟ้าที่จะใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือแอร์พอร์ต ลิงค์ ได้มาถึงประเทศไทยอีก 4 ขบวน ในวันนี้ โดยจะลำเลียงขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเมื่อรวมกับรถที่ส่งมาก่อนหน้า 2 ขบวนแล้ว จะยังเหลืออีก 3 ขบวน ซึ่งตามกำหนดจะถึงประเทศไทยในราวปลายเดือน ม.ค.นี้ เมื่อได้รับจำนวนขบวนรถครบ 9 ขบวนแล้ว จะทำการทดสอบระบบ เมื่อระบบสมบูรณ์แล้ว คาดว่าจะเปิดบริการได้ในปี 2552

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถไฟฟ้าในโครงการนี้ มีความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งบนทางยกระดับ ตามแนวทางรถไฟในสายตะวันออกของเส้นทางรถไฟปัจจุบัน ความยาว 28 กิโลเมตร มีสถานีให้บริการ 8 สถานี คือ พญาไท ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง และสุวรรณภูมิ โดยมี จุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ที่พญาไท และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่สถานีมักกะสัน

 

สำหรับการบริการจะแยกเป็น 2 ระบบ คือ รถไฟฟ้าด่วน เป็นขบวนรถที่ให้บริการผู้ที่เดินทางโดยสายการบิน ซึ่งจะวิ่งระหว่างมักกะสัน-สุวรรณภูมิ ใช้เวลา 15 นาที ส่วนรถไฟฟ้าธรรมดา จะเปิดบริการทั่วไปแก่ผู้โดยสารในเมือง ระหว่างพญาไท-สุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที ซึ่งรถทั้ง 2 ระบบ จะมีความถี่ให้บริการทุก ๆ 15 นาที ในระยะแรกคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการวันละไม่ต่ำก่วา 80,000 คน

credit : http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=74866

ภาพถ่ายของจริง ที่มะกะสัน Terminal

ภาพ Sketch ของ บางซื่อที่จะปล่อยรถไฟฟ้า

ข้างใน และความแตกต่างของ Express Train และ City Train

แบบจำลองของสถานีมักกะสันในอนาคตอันใกล้



อันนี้เป็น สุวรรณภูมิ ดูที่เลข 0 และ -1 เป็นชั้น ground และใต้ดิน ที่จะขึ้น Suvanabhum Airport rail link (SARL) เหมือนที่ Shangi airport ที่ Singapore

สถานี ลาดกระบัง

มักกะสันภาพจริง เร่งทำอยู่

ภาพเวลาเข้าไป Check in ที่ มักกะสัน


Posted by Chainarong on Dec 26, '07 10:38 AM for everyone
ddd
dThumbnaild
ddd
มี สองไฟล์นะครับ..ทำการย่อมาให้เสร็จแล้ว..เหมาะกับผู้ศึกษาด้านการออกแบบตกแต่งภายในครับ..

Posted by Mooi on Dec 21, '07 8:10 PM for everyone

หลังจากฉลองการปิดตัวของ Centerpoint เดิมไปแล้ว โดยได้ยินข่าวมาว่าจะย้ายไปที่ Central world แทน ก็มีข่าวการปรับปรุงพื้นที่ของ Center point เดิมออกมา


ที่ดินบริเวณ Centerpoint ถูกกลุ่มของเสี่ยเจริญ เบียร์ช้าง คว้าสัมปทานไป ต้อนรับการออกนอกระบบ ของ ม. จุฬา ด้วยราคาเหนาะๆ ไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งทางเสี่ยเจริญก็จะพัฒนาที่ดินบริเวณเซ็นเตอร์ พอยท์ให้เป็นอาคารสูงหกชั้น มีนามว่า ดิจิตัล ซิตี้ เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง ค้าขาย จับจ่ายใหม่ ซึ่งตาม โครงการจะเป็นแหล่งค้าสินค้าเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมทั้งมีพื้นที่ให้วัยรุ่นทำกิจกรรมบนตัวอาคาร โดยงบประมาณการก่อสร้าง สูงถึง 289 ล้านบาท เริ่มการก่อสร้าง กุมภาพันธ์ 2551

โดยรายละเอียดของโครงการเป็นดังนี้

ชั้น 1 (ชั้นล่าง) เป็นพื้นที่ที่มีความตื่นเต้นสนุกสนานประกอบด้วยพื้นที่ Convention Hall สำหรับจัด กิจกรรมทางการตลาด ที่มีความโอ่โถง สะดวกสบาย และมีผู้สัญจรผ่านมากที่สุดของกรุงเทพฯ นอกจาก นั้นจะเป็นศูนย์รวมสินค้าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางด้านเกม กราฟิก และแอนิเมชันที่ทันสมัยที่สุด รวมไป ถึงร้านค้าซูเปอร์แบรนด์ที่มีสินค้าหลากหลายรูปแบบ

ชั้นที่ 2 ออกแบบพื้นที่ เป็นศูนย์รวมของสินค้าอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพา สำหรับธุรกิจและครอบครัว อาทิ คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Notebook ) กล้องถ่ายรูปดิจิตอล และกล้องถ่ายวิดีโอ ,อุปกรณ์ออดิโอ และ วิดีโอ( AV) แบบพกพา รวมถึงร้านค้ามัลติแบรนด์ อีกทั้ง จะจัดให้มีไซเบอร์คาเฟ่ หรือร้านกาแฟที่ทัน สมัย สำหรับเป็นที่นั่งพักผ่อนอีกด้วย

สำหรับชั้นที่ 3 ออกแบบให้เป็นพื้นที่ ที่สามารถเข้า-ออกได้ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการต่อเชื่อม กับ รถไฟฟ้าบีทีเ?ส โดยเป็นศูนย์รวมสินค้าแบบพกพาขนาดเล็กทุกรูปแบบ อาทิ มือถือ MP3 MP4 PDA Gadget อุปกรณ์เสริม อุปกรณ์ประกอบ กิฟต์ช็อป และร้านให้บริการทางด้านดิจิตอลและสื่อสารคมนาคม หลากหลายรูปแบบ  ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าใจบริการในชั้นดังกล่าว หากเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส สามารถหาซื้อสินค้า และใช้บริการได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีบริการร้านไซเบอร์คาเฟ่ที่ทันสมัยสำหรับเป็นจุดนัดพบอีกด้วย

ชั้นที่ 4 ออกแบบเป็นลานกิจกรรมสำหรับสร้างสรรค์สังคม พัฒนาการศึกษา เวทีคอนเสิร์ต และร้านอาหารที่ทันสมัย รวดเร็ว และสะดวกสบาย ผสมผสานกับการจัดสวนที่ให้บรรยากาศที่แตกต่างจากอาคารอื่นๆ ของสยามสแควร์

ซึ่งกลุ่มของเสี่ยเจริญ ประมูลชนะกลุ่มเดิมที่ทำเซ็นเตอร์พอยท์ รวมถึงกลุ่มอื่นๆ เช่นกลุ่มมาบุญครอง กลุ่มสยามเซ็นเตอร์ ที่แม้จะเป็นตัวเก็ง และให้ราคาที่สูงกว่า แต่ก็ไม่ถูกใจทางจุฬาฯ เพราะเป็นโครงการที่ดูให้ผลตอบแทนน้อยในระยะยาว

ภาพของจริงที่ชนะประมูล มองจากสถานีรถไฟฟ้าจะเห็นหลังคาเป็นคลื่น ถ้ามุม Bird Eye View จากตึกศูนย์หนังสือจุฬาฯ จะเห็นหลังคาเป็นตัวหนอนเลื้อยมา"

นี่คือภาพใหม่ของพื้นที่สยามเซ็นเตอร์พ้อยท์ หรือชื่อโครงการใหม่คือ "เซ็นเตอร์พ้อยท์ แอนด์ เกตเวย์ สยามสแควร์" ที่รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำกับดูแลสำนักงานจัดการทรัพย์สิน แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากตัดสินเลือกบริษัททิพย์ พัฒนอาร์เขต ในเครือของบริษัท ที.ซี.ซี. แคปปิตอล แลนด์ ของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" เป็นผู้ชนะประมูล ลงทุนพัฒนาพื้นที่ที่เป็น "ไข่แดง" ของสยามสแควร์ เป็นเวลา 15 ปี ด้วยงบลงทุน 289 ล้านบาท

บนพื้นที่รวม 1 ไร่ 64 ตารางวานี้ จะสว่างไสวด้วยอาคาร 4 ชั้น หลังคาก่อสร้างแบบ Free Form ไม่ใช่รูปทรงเรขาคณิต แต่จะคล้ายคลื่น และทั้งหมดใช้วัสดุก่อสร้างที่ทันสมัยที่สุด คือกระจก อะลูมิเนียม และหลังคาผ้าใบ ภายในอาคารมีร้านค้าปลีก โดยเฉพาะชั้น 2 และชั้น 3 ที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า และอาหาร แต่จะมีสินค้าไอที เพราะสยามสแควร์ยังไม่มีแหล่งสินค้าไอที แต่สินค้าไอทีที่นี่จะเน้นรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อตอบสนองลูกค้าสยามสแควร์


จุดเด่นคือชั้นบนสุด เป็นลานกว้าง และสวนต้นไม้ ที่เรียกว่า Roof Garden ส่วนชั้น 3 ต่อเชื่อมกับ Digital Gateway หรือทางเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และชั้นล่างสุดคือลานแสดงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็น Digital Convention Hall เป็นที่สำหรับสิ่งที่ทันสมัยในโลกจะมาแสดง เหมือนศูนย์แสดงนิทรรศการ

และด้วยจุดเด่นของโครงสร้างที่เป็นหลังคากระจก 2 ชั้น (Double Glazing) มีช่องว่างให้ลมผ่าน ทำให้สามารถประหยัดพลังงาน ผนวกกับรูปแบบโดยรวมที่ทันสมัย และความน่าเชื่อถือของเงินทุน เพราะทิพย์พัฒนอาร์เขต อยู่ในเครือของธุรกิจขนาดใหญ่ มีรายได้จากหลายสาขา และเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์จากการพัฒนาพันธุ์ทิพย์พลาซาเป็นศูนย์การค้าไอที นั้น ดร.บุญสมบอกว่าจึงเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุด สำหรับเซ็นเตอร์พ้อยท์

สรุปข้อเสนอที่ทำให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ อนุมัติให้บริษัททิพย์พัฒนอาร์เขตชนะประมูล

1. คะแนนรวมเทคนิคเป็นอันดับ 1
-จากคุณสมบัติของบริษัทที่มีพื้นฐานมั่นคง เพราะมีธุรกิจหลากหลายในเครือ
-ประสบการณ์จากการบริหารห้างสรรพสินค้าไอที โดยเฉพาะพันธุ์ทิพย์ พลาซา

2. รูปแบบการก่อสร้างที่ทันสมัย ด้วยวัสดุกระจก อะลูมิเนียม และผ้าใบ พื้นที่เปิดโล่ง
-วัสดุกระจก 2 ชั้น มีช่องอากาศระหว่างกลาง เป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้ประหยัดพลังงาน

3. ลักษณะหลังคา Free Form เป็นคลื่น ทำให้ดูสวยงาม จุดเด่นบนชั้น 4 ที่มี Roof Garden

4. คอนเซ็ปต์ของประโยชน์ใช้สอยสำหรับ "ยุคดิจิตอล" โดยเน้นสินค้าไอที และจัดมีห้องโถงสำหรับ แสดงผลิตภัณฑ์นวัตกรรม "ดิจิตอล คอนเวนชั่น ฮอลล์" ในชั้นล่าง พื้นที่ 900 ตารางเมตร รวมพื้นที่ให้เช่า 4,604 ตารางเมตร

กิจกรรมและไลฟ์สไตล์ในอนาคตของเซ็นเตอร์พ้อยท์ตามข้อเสนอของทิพย์พัฒนอาร์เขต
1. Digital Event & Media เป็นพื้นที่ที่เน้นกิจกรรมทันสมัย และมีสื่อทันสมัย รวมถึงป้ายบิลบอร์ดสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ
2. Exploration เป็นที่สำรวจและค้นพบสิ่งใหม่ๆ
3. IT Spot จุดแสดงเทคโนโลยีใหม่ๆ
4. Innovative Effects แหล่งสะท้อนนวัตกรรมใหม่ๆ
5. Freedom & Uplifting ให้ความรู้สึกอิสระ และเบิกบานใจ

ความเปลี่ยนแปลงที่เซ็นเตอร์พ้อยท์  เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาพื้นที่ที่ ดร.บุญสมบอกว่า ได้วาง Positioning ของสยามสแควร์ให้เป็น "Walking Street Mall" แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีคอนเซ็ปต์ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า หรือที่เรียกว่า Pedestrian Priority โดยการปรับภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น และไม่มีรถวิ่งผ่านในพื้นที่ จากเดิมภาพของสยามสแควร์จะมีเพียงตึกแถว และบางมุมเป็นมุมอับ ซอกซอยที่ภูมิทัศน์ไม่ดีนัก เช่น ที่วัยรุ่นเรียกกันว่าตรอกหนูดำ และ ซอยแมลงสาบ

และส่วนสุดท้ายที่เตรียมประมูลหาผู้รับเหมา คือบริเวณบล็อก L หรือบริเวณร้านสุกี้แคนตัน ก่อสร้างเป็นอาคารจอดรถ 10 ชั้น สำหรับจอดรถได้ 800 คัน งบลงทุน 800 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน มี Sky Walk เชื่อมต่อมาจากรถไฟฟ้าบีทีเอส บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งพื้นที่นี้ในอนาคตหลังก่อสร้างอาคารจอดรถเสร็จแล้ว จะประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงแรมขนาด 3 ดาวครึ่ง ขนาด 25 ชั้น 400 ห้อง โดย 3 ชั้นล่างจะเป็นร้านค้า และโรงเรียนกวดวิชา



Posted by Chainarong on Dec 14, '07 11:50 AM for everyone
ลองโหลดฟังประกอบกับไฟล์นำเสนอวิชาเขียนแบบภายใน1วันที่14ธันวาคม2550
MP3 0003   

Posted by Mooi on Oct 24, '07 11:50 PM for everyone

ขอความร่วมมือช่วยกัน Save TCDC 
 
หลังจากมีข่าวว่าจะยุบ หรือจะย้าย TCDC
สักพักหนึ่ง ผมก็ไปเจอกับผู้ที่เป็นหลักในการเรียกร้อง
ให้ผู้ใหญ่ขี่เต่า ในบ้านเมือง ให้ฉุดคิดได้มาบ้าง
ที่เหลือก็คือพวกเราที่จำเป็นต้องร่วมมือกัน
ดีเสียกว่า มานั่งบ่น แล้วไม่ทำไรเลย
 
วิธีการช่วย และร่วมมือ มีหลายวิธี
1. อ่านบทความด้านล่างนี้ คิดตามว่าอะไรคือสาระสำคัญ

2. ร่วมมือลงชื่อ-นามสกุล เพื่อแสดงบทบาทว่าเราไม่เห็นด้วยในการปิด

3. ก๊อปปี้ บทความเหล่านี้ ส่งต่อให้เพื่อน หรือโพส ตามเวบบอร์ด
   ที่เป็น Community ของสังคมคนทุกกลุ่มให้ได้มากที่สุด
   ให้กระจายเป็นวงกว้างให้สังคมทั่วไปได้รับรู้ได้มากที่สุด
   ว่ายังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดชั่ววูบของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
  

ลงชื่อคัดค้านการยุบ TCDC
> http://aspspider.info/savetcdc/RegisterPO.aspx
ช่วยๆ กันนะคับ เพื่อโอกาสคนรุ่นหลังเราได้อีกเยอะ
 
บทความนี้คัดมาจาก http://savetcdc.wordpress.com/

ครั้งหนึ่งประเทศของเราเคยมีศูนย์สร้างสรรค์งานการออกแบบ
(Thailand Creative and Design Center) ครับ
เราเรียกกันสั้นๆ ว่า TCDC


ที่จะเล่าให้ฟังนี่บอกก่อนนะครับว่าไม่เกี่ยวกับคุณทักษิน
ใครจะเกลียดจะชอบอะไรแกผมไม่เกี่ยว
จะเล่าให้ฟังในฐานะคนไทยที่เสียภาษี คนไทยที่รักชาติ
ศาสนาและพระมหากษัตริย์ คนไทยที่เชื่อในประชาธิปไตย
และเชื่อในคนไทยด้วยกัน

TCDC นี่เกิดจากคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่บังเอิญมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการออกแบบ
มีทั้งสถาปนิก มัณฑนากร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ นักออกแบบเสื้อผ้า
ครีเอทีฟโฆษณา ได้มีโอกาสเข้าไปวิ่งวนกันอยู่ในแวดวงของรัฐบาลที่แล้ว
และก็คิดเหมือนกับหลายๆ คนในปัจจุบันที่ชอบคิด (แต่ไม่ชอบทำ)
ว่าประเทศเราเดินมาไกลขนาดนี้มีอะไรที่เราทำได้
ให้กับอาชีพที่มีความคิดสร้างสรรค์แบบพวกเราได้บ้าง
อะไรที่ช่วยทำให้คนรุ่นหลังที่อยากเดินตามรอยเรานั้นเก่งกว่าเรา
และทำให้คนที่ยังไม่พบทางเดินเหล่านั้นค้นพบตัวเอง
พวกเรารู้กันในวงแคบๆ ดีว่าในภาพรวมระดับประเทศจากนี้ไป
การออกแบบไม่ใช่เรื่องราวฟุ้งเฟ้อหรูหราอีกต่อไป
แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับภาคการผลิตของประเทศ
ถ้าไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในถ้ำก็จะรู้ดีว่าปัจจุบันสินค้าในโลก
ส่วนใหญ่ต่างก็ผลิตในเมืองจีนแทบทั้งสิ้น
ไม่มีทางเลยที่การผลิตในประเทศไทยจะสามารถสู้กับราคาสินค้าที่มาจากเมืองจีนได้
เราผลิตขาย 10 บาท เขาทำแค่บาทเดียว
และนับวันคุณภาพของสินค้าที่มาจากเมืองจีนก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
ครั้งหนึ่งเราเคยสบประมาทและมีความหวัง
คุยโม้โอ้อวดว่าของจากเมืองจีนแม้จะถูก
แต่ก็ไม่มีทางมีคุณภาพเท่ากับที่ผลิตจากประเทศไทย
คนที่เคยพูดอย่างนั้นอาจจะลืมตาให้ดูกว้างขึ้น อีก 10 ปี
ภาคการผลิตของไทยอาจจะหายไปเกือบหมดเกือบครึ่ง เลยก็ได้นะครับ
การออกแบบเป็นวิธีเดียวที่เห็นได้ชัดเจน
ที่จะทำให้ภาคการผลิตของเราเจริญเติบโตต่อไปได้
ภายใต้ทรัพยากรที่เท่ากัน แก้วน้ำใบเดียวกัน จาก 10 บาท
เราสามารถขาย 100 บาทได้ ด้วยอานุภาพของการออกแบบ
คนในรัฐบาลปัจจุบันยังคิดว่าการออกแบบเป็นสิ่ง
ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นซึ่งไม่จริงเลย
หนทางเดียวที่เราจะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าภายใต้การใช้ทรัพยากรเท่าเดิม
ชาวบ้านทอผ้าขายปรกติหลาละ 50 บาท
วันนี้นักออกแบบไทยเข้าไปสร้างลวดลายการทอให้ใหม่
ขายได้หลาละ 250 บาท ฝ้ายใยต่างๆ ก็เท่าเดิม
นี่คือสิ่งที่การออกแบบทำให้เกิดขึ้น
พวกเราก็คิดกันเองว่า หากประเทศไทยมีนักออกแบบเพิ่มขึ้นจาก 20,000
เป็นซัก 200,000 คนได้ ใน 5 ปี จะเกิดอะไรขึ้น
คนเหล่านี้จะกระจายลงสู่ภาคการผลิตได้อย่างทั่วถึง
และทำให้เกิดคุณค่าเพิ่มพูนกับอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ
ลองนึกถึงการผลิตของเราที่ต้นทุนเท่าเดิม เครื่องจักรเท่าเดิม
แต่มูลค่าของสินค้าเพิ่มขึ้น 10 เท่า แค่ใช้สมองเท่านั้น
สมองของคนไทยเราที่ไม่เป็นรองใคร
หน้าที่ของเราเพียงแค่สร้างสมองเหล่านั้นให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกมาก ๆ เท่านั้น

ถ้าสมมุติว่าในปีหนึ่งเราผลิตสินค้าได้ 10,000 ล้านบาทต่อปี
ลองคิดถึงความแตกต่างที่จะกลายเป็นไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีดู
เป็นคุณคุณจะยอมลงทุนเท่าไหร่ที่คิดว่าจะคุ้มกัน
เราคิดว่าปีละ 200 ล้านบาทนี่คุ้มมากนะครับ
และเงิน 200 ล้านบาทต่อปีเพื่อการศึกษาของเยาวชน
และประชาชนที่จะกลายเป็นการผลิตที่เพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาท
ไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ฉลาดเฉลียวก็พอจะเข้าใจได้
เราคิดว่าเราอยากจะสร้างสถาบันกันสักแห่งหนึ่งเพื่ออาชีพของเรา
ศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการออกแบบถึงได้เกิดขึ้นจากตรงนั้น
คนกลุ่มเล็กๆ นี้ได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์
ซึ่งท่านเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
จริงๆ ท่านก็เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมาหลายสมัยนะครับ
สมัยท่านนายกชาติชายก็เคย
ท่านเป็นที่ปรึกษาสมัยไหนประเทศดูเหมือนจะเศรษฐกิจดี
ทำไมมีคนชอบนำท่านไปเชื่อมโยงกับคุณทักษิณเหนียวแน่นนักก็ไม่ทราบ
ผมว่าท่านเป็นนักคิดนักปฏิบัติของชาติที่ไม่ชอบคุยโม้โอ้อวด
ว่าเก่งกาจเหมือนหลายคนที่พูดแต่ไม่ทำ หรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
อาจารย์พันศักดิ์ มีแนวความคิดและดำเนินการจัดตั้งสำนักงานบริหาร
และพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) อยู่แล้วตั้งแต่ท่านเข้ามาดำรงตำแหน่ง
และจัดตั้งขึ้นโดยใช้กฎหมายองค์การมหาชนที่มีอยู่แล้ว
ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นสมัยของท่านนายกอานันท์ ปันยารชุน
เข้ามาเป็นโครงสร้าง และ TCDC ก็เกิดขึ้นโดยมี OKMD รองรับ
รวมทั้งโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ อาทิเช่น
สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ (สวร.)
ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ (สมพช.) อุทยานการเรียนรู้ (สอร.)
สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (สคบ.)
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (ศลชท.)
และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เป็นต้น

แต่ดูเหมือนอาจารย์พันศักดิ์ และคุณไชยยง
ซึ่งเป็นผู้ช่วยของท่านในขณะนั้นให้ความสำคัญกับ TCDC เป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเนื่องด้วยท่านมีวิสัยทัศน์เดียวกัน
และมองเห็นความสำคัญของการสร้างบุคคลากรที่มีความสามารถในการออกแบบ
เพื่อประโยชน์ในภาคการผลิตของประเทศ
และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเกือบจะเป็นวาระแห่งชาติในขณะนั้น TCDC
จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ฐานะคนที่ไปยุไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ต้องรับผิดชอบ
ถ่ายทอดสิ่งที่คิดออกมาเป็นรูปธรรม
ผมเองก็อยากให้มีการประกวดแบบคัดเลือกกันอย่างเปิดเผย
แต่เวลามีน้อยมากและเราเองก็ไม่อยากเสี่ยงให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
ถ้าศูนย์สร้างสรรค์งานการออกแบบ แต่สื่อสารด้วยภาษาทางด้านการออกแบบ
ที่ผิดพลาดก็ไม่น่าจะเป็นผลดี การออกแบบให้นักออกแบบด้วยกันตำหนิ
ได้น้อยที่สุดเป็นเรื่องยาก และ Political มาก
หันซ้ายหันขวาผมก็เลยต้องรับหน้าที่นี้ไป คิดว่าถ้าออกมาดีก็โชคดี
แต่ถ้าออกมาไม่ดี ก็ต้องเตรียมรับคำด่าว่าได้

TCDC เป็นโครงการแรกของประเทศก็ว่าได้เลย
ที่มีการคุยกันอย่างเข้มข้นว่าจะบริหารจัดการองค์กรอย่างไร
ก่อนที่จะมีการออกแบบสร้างขึ้นมา ถ้าใครคุ้นเคยกับงานราชการ
หรือโครงการหาเสียงของรัฐบาลโดยทั่วไปไม่ว่าสมัยของคุณทักษิน
หรือสมัยไหนก็จะต้องเสนอโครงการกันก่อนว่าจะสร้างที่ไหน
พื้นที่เท่าไหร่ งบประมาณอย่างไร
แต่ไม่เคยมีสักโครงการเดียวที่มีความชัดเจนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า ประเทศไทยจึงมีโครงการประเภทที่สร้างก่อน
แต่บริหารไม่ได้อยู่เต็มไปหมด สุดท้ายก็ทิ้งร้างกันไปและค่อยๆ หายไป
มีโครงการหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นมาในสมัยรัฐบาลที่แล้วเป็นโครงการพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย
ขนาดหลายหมื่นตารางเมตร ซึ่งค่อนข้างจะใหญ่ติดอันดับโลก
และผมเองก็พลอยตื่นเต้นชื่นชมว่าก็ดีสำหรับประชาชน
ศิลปินก็ยกยอปอปั้นว่าดีก็อยากจะมีกัน แต่คนเสนอโครงการแกอยากจะสร้าง
แกอยากจะเป็นกัณทารักษ์แต่ไม่รู้ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
คุณไชยยงซึ่งทำงานอยู่ในทำเนียบในสมัยนั้นก็ส่งสัญญาน
ให้ถามไปว่าจะบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ขนาดมหึมานี้อย่างไร
ถามสั้นๆ คนเสนอก็กลับไปคิดกลับมาเสนออีก 4-5 ครั้ง
แกก็ตอบไม่ได้ เรื่องก็เลยตกไป ไม่รู้ว่านี่เป็นสาเหตุ
ให้แกตามมาอาฆาตถึงปัจจุบันหรือไม่ เพราะแกอยากทำของแกมาก เราก็เข้าใจ
TCDC มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศมาเขียนโครงสร้าง
และเสนอวิธีบริหารจัดการทั้งในระบบห้องสมุดและระบบการจัดนิทรรศการ
ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาระบบนิทรรศการนั้นเป็นบริษัท
ที่ให้คำแนะนำการออกแบบและบริหารจัดการกับพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกอีกนับร้อยแห่ง
การออกแบบห้องแสดงนิทรรศการนี้สถาปนิกไทยเก่งแค่ไหนก็ยังฟังเขานะครับ
ถ้าเราออกแบบไม่ได้มาตรฐาน โอกาสที่เราจะยืมนิทรรศการดี ๆ
จากต่างประเทศอย่าง Vivienne Westwood นี่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะเขากลัวของเขาจะเสียหาย

ผมยกตัวอย่างแค่การออกแบบระบบระบายอากาศต้องเป็น laminar flow
ระบบดูดลมกลับต้องอยู่ต่ำ ช่องปล่อยลมต้องอยู่สูง
เพื่อรักษาระดับความชื้นและฝุ่นละอองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
แต่นี้ก็ปวดหัวใช้ได้แล้วละครับ

พอรู้ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ถึงจะเริ่มออกแบบได้นะครับ
ตอนแรกเรามองสถานที่กันไว้หลายที่
เนื่องจากความคิดเดิมโครงการใหญ่กว่านี้มาก
เราอยากจะมีห้องแสดงนิทรรศการเอาไว้ยั่วยุให้เด็กของเราคัน
เห็นเขาทำแล้วอยากทำเป็น เดินออกมาก็จะมีห้องสมุดรอ
อยู่เป็นห้องสมุดเพื่อการออกแบบโดยเฉพาะ
มีหนังสือ 20,000 กว่าเล่มที่ว่าด้วยเรื่องราวของการออกแบบล้วน ๆ
ก็มาศึกษาเพิ่มเติมกันในห้องสมุดจะได้เข้าใจมากขึ้น หันซ้ายขวา
มีโปรแกรมสัมมนาและปฏิบัติการ (Workshop) ต่าง ๆ
เอากันจนทำเป็น เสร็จแล้วก็อยากมีส่วนที่สามซึ่งเป็นห้องแสดงผลงาน

ว่าพวกนี้มาอ่านหนังสือทำ Workshop แล้วผลงานออกมาเป็นอย่างไร
แล้วมีส่วนที่สี่ที่ภาคธุรกิจโรงงานหรือผู้นำเข้าสินค้าจะได้มาเดินดู
เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ลองนึกภาพงาน BIG หรือ TIFF
ที่มีแสดงสินค้ากัน 365 วันก็ได้ ว่าจะมีประโยชน์เพียงใด
แสดงผลงานของนักออกแบบและผู้ผลิตไทยที่สั่งซื้อกันได้ทุกวัน

ด้วยเหตุผลของงบประมาณ และความยากเข็ญของราชการ
ในการทำความเข้าใจกับเรื่องราวก้าวหน้าแปลกใหม่
ทำให้โครงการไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิดไว้ ถึงแม้ในสมัยนั้น
หลายคนจะคิดว่ารัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ
แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องราวง่ายดายเลย
แค่อธิบายให้สำนักงบประมาณเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อเก้าอี้
ที่ออกแบบอย่างดีตัวละ 50,000 บาท มาให้ประชาชนนั่ง
เพื่อที่เด็กไทยของเราจะได้รู้ว่า อ๋อ มันตัวละ 50,000
 
เพราะอะไร ฉันจะได้ทำเป็นมั้ง แค่นี้ยังต้องอธิบายกันเมื่อย
ราชการไทยที่ส่วนใหญ่ยังคิดช้าอยู่มากนะครับผมขอยืนยัน
แต่ก็ดีแล้วก็จะได้กลัวคนโกง มัวแต่กลัวจะได้พัฒนากันช้าๆ
คนเดือดร้อนคือภาคเอกชนครับไอ้ช้าๆ นี่ ราชการเขากินภาษีเราอยู่แล้ว
ไม่ต้องรีบร้อนอะไร พวกเราก็ต้องหาเงินไปจ่ายภาษีไปเลี้ยงพวกเขา
สุดท้ายเราก็ทำให้โครงการเลิกลงนะครับ
จะได้เหมาะสมกับสถานที่ที่ได้ที่ Emporium นี้ด้วย ก็เหลือแต่ส่วนของห้องสมุด
ห้องแสดงนิทรรศการ กับห้องปฏิบัติการ
ส่วนประกอบอื่นที่เหลือก็พอจะมีหน่วยงานอื่นที่พอจะรองรับได้
องค์ประกอบสำคัญที่เพิ่มเข้ามาในภายหลังคือ Material Connexion
ซึ่งเป็นห้องสมุดวัสดุเพื่อใช้ในการออกแบบ แห่งแรกในประเทศไทย
และ 1 ใน 4 สาขาทั่วโลก เป็นห้องสมุดที่รวบรวมและคัดเลือกวัสดุที่
ใช้ในการออกแบบตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ , สิ่งทอและเครื่องเรือน ไปจนถึง
สถาปัตยกรรม ที่เชื่อมโยงกับสาขาอื่นที่นิวยอร์ก , มิลานและโคโลญจน์
นอกจากนักออกแบบไทยจะได้มีโอกาสเห็นวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบใหม่ๆ
จากทั่วโลก ก่อนใครแล้วยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ส่งออกตัวอย่างวัสดุใหม่ ๆ
ออกไปให้ทั่วโลกได้รูจัก ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในการค้นคิดวัสดุใหม่ๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ทำเอาวัสดุท้องถิ่นมาใช้หรือการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่
เชื่อหรือไม่ตอนที่ผู้บริหารของ OKMD ชุดปัจจุบันที่อยากจะปิด TCDC ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน
จะให้ปิดส่วนห้องสมุดวัสดุนี่ก่อนเลยนะครับดีว่ามีสัญญากับต่างประเทศไปยาว 3 ปี ก็เลยปิดไม่ได้
ท่านว่ามันเปลืองเงินนะครับ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าโอกาสที่คนไทยจะนำวัสดุท้องถิ่นออกไปขายทั่วโลกนี่มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
วิสัยทัศน์ท่านทั้งหลายเหล่านั้นนี่เยี่ยมไปเลยนะครับ

เวลาที่ผ่านไป 2 ปี TCDC กลายเป็นหน่วยงานทางด้านการออกแบบที่ดีที่สุดในโลก
ทุกคนที่มาเห็นพูดเหมือนกันหมดนะครับ ผมไม่ได้พูดเอง และความดีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานที่
หรือการออกแบบสถานที่ แต่เป็นความคิด ปรัชญา และการบริหารจัดการที่เยี่ยมยอดอาจารย์พันศักดิ์
และคุณไชยยง ทุ่มเทพลังงาน และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับมิตรในต่างประเทศทั่วโลก
ทำให้ TCDC เป็นองค์กรที่ทั่วโลกยอมรับ และสร้างกระแสความคิดความสำคัญ
ของการออกแบบออกไปในภูมิภาคอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรกที่วิชาชีพการออกแบบในประเทศไทย
เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และก้าวนำทุกประเทศในเอเชีย ไม่นานนักหลังจากที่ TCDC เปิด
ฮ่องกง สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น และจีน ก็ประกาศที่จะนำเอาการออกแบบเป็นวาระสำคัญในการพัฒนาประเทศ
และตั้งใจที่จะสร้างองค์กรในลักษณะเดียวกันบ้าง นานๆ ที่เราจะทำอะไรให้ชาติอื่นเขาอยากลอกได้นะครับ ทุกทีเราทำเป็นแต่ลอกเขา
 
คนที่ไม่ชอบ TCDC อยู่บ้างก็คงจะมีแต่คนไทยด้วยกัน สถาปนิกหรือ
นักออกแบบบางท่านก็อาจจะว่าบ้างว่า TCDC ดูแล้วเป็นฝรั่งไม่เห็นสนับสนุนรากเหง้าของประเทศ
สงสัยท่านเหล่านั้นจะไม่ได้ชมนิทรรศการแรกที่จัดขึ้นที่ TCDC นะครับ ที่ว่าด้วยวัฒนธรรมอีสาน
ทีมงานเอาเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เราอาจยังไม่รู้จักดีมาเล่าในแง่มุมใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
ทำให้คันไม้คันมือ อยากออกแบบอะไรที่ได้กลิ่นอายอีสานขึ้นมาทันที ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเวลาเรารู้จักใคร
เราควรจะตัดสินเขาจากหน้าตา รูปร่าง หรือจิตใจ นิสัยกันแน่
อย่าสัมผัส TCDC แต่เพียงผิวเผินก่อนวิพากษ์วิจารณ์ นะครับ
มารู้จักกันให้ใกล้ชิดสนิทสนม แล้วจะว่ากันบ้างก็คงไม่เป็นไร
ให้เวลาเขาอีกหน่อยก็คงปรับปรุงตัวให้ถูกใจทุกๆ คนได้สักวัน

ประเทศไทยของเราก็คงยังมีกรรมอยู่มาก ผมคิดว่ามีเครื่องจักรที่ดีว่าได้ช้าบ้าง
เร็วบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย ยิ่งเป็นเครื่องจักรที่เป็นอนาคตของความก้าวหน้าของเศรษฐกิจของชาตินี้
 จะสร้างขึ้นมาขนาดมีอำนาจล้นฟ้ายังยากเย็น
กว่าจะของบประมาณได้เลือดยังออกตา นี่ถ้ารัฐบาลง่อนแง่น
 ก็ไม่ต้องพูดถึงกันเลยนะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าคนที่เขาดูแลเราตอนนี้คิดอะไร
ถึงมารื้อเครื่องจักรที่ว่านี้เล่น ถอดเป็นชิ้นๆ ให้วิ่งไม่ได้ หัวเทียนใหม่ดี
ก็เปลี่ยนหัวเทียนเก่ามาใส่ น้ำมันก็ไม่เติมให้ฝืดเคืองเสียอย่างนั้น
มัวแต่คิดว่าไอ้คนขับเก่ามันไม่ดีมันโกง มันเกี่ยวอะไรกับเครื่องจักรอันนี้ไม่ทราบ
 คนขับมันตายไปแล้วนะ ก็ต้องทำลายเครื่องจักรนี้ให้ฉิบหายบรรลัยไปด้วย
ก็ดีนะครับจะได้ลงเดินกันทั้งประเทศให้ล้าหลังสมใจ
จะได้ปกครองกันง่ายๆ ว่านอนสอนง่าย หันซ้าย หันขวาได้ตามใจ
 
วันนี้ประธานบริษัท OKMD ท่านใหม่ ท่านก็มีวิสัยทัศน์เยี่ยมครับ
รื้อเครื่องจักร TCDC จนเกลี้ยง ด้วยว่าท่านกลัวจะมีการคดโกงกัน
ท่านวิ่งหามาปีกว่าแล้วหาไม่เจอรอยรั่วแม้แต่บาทเดียว ท่านเลยรื้อทิ้งเสียเลย
อ้างว่ามีแล้วเปลืองเงิน ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความแค้นส่วนตัวหรือเป็นความแค้นระดับชาติ
แต่ที่แน่ๆ คนไทยทุกคนเสียประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะสถาปนิกหรือนักออกแบบเท่านั้น
แล้วที่คิดที่กล่าวอ้างกันว่าเป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้วต้องทำลายให้เกลี้ยง
กลัวว่าเดี๋ยวเขาจะกลับมา ก็อยากจะบอกว่าที่ท่านทำลายไปนี่ก็ผลงานของคนไทยกลุ่มหนึ่งด้วย
คนไทยที่ตั้งใจเสียภาษีมาจ่ายท่าน คนไทยที่อยากให้ประเทศชาติร่ำรวยก้าวหน้าแบบพอดี
ถามว่าคนที่คอยทำลายล้างสิ่งดีๆ ในสังคม จนถึงวันนี้ ทำคุณูปการอะไรให้กับประเทศบ้าง ที่ว่าเขาโกงเขาโกงไปเท่าไหร่กัน ที่ท่านทำให้เสียหายวันนี้เสียหายไปแล้วเท่าไหร่กัน

วันนี้บอร์ดของ TCDC โดนสลายไปแล้วเรียบร้อย
โดยยุบรวมกับองค์กรอื่นใน OKMD ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อประหยัดงบประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี
ที่อาจจะทำให้ทั้งประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาทต่อปี
คุณไชยยงที่ร่วมสร้างสรรค์องค์กรนี้มาแต่ต้นและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ก็โดนให้ออก
ตามกระบวนการทางด้านเทคนิคในการยุบรวมองค์กร ในฐานะคนไทยผมต้องขอบคุณคุณไชยยง
ที่อดทนต่อแรงเสียดทานมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยที่ท่านไม่ได้ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณหรือเพื่อใคร
แต่ท่านต่อสู้เพื่อหลักการที่ถูกต้อง
โดยมีความปรารถนาดีต่อวงการนักออกแบบและภาคการผลิตของประเทศ
เป็นคนอื่นก็คงทิ้งกันไปนานแล้ว แต่ท่านก็ต้องอดทนมาก
แล้วนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราตอบแทนคนที่ตั้งใจทำความดีเพื่อประเทศชาติ
 ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมถึงออกมาเรียกร้องกันให้ทำความดี
พอคนทำดีจริงๆ ก็ทำลายล้างกันเนื่องด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ก็แปลกดี
 
ก็มีความพยายามมากมายเหลือเกินที่นอกจากจะกำจัดผู้อำนวยการศูนย์แล้วก็อยากจะย้ายที่ตั้งของศูนย์ไปอยู่ที่อาคารจามจุรี
 ผมเอง เรียนตามตรงก็ไม่ได้โกรธแค้นเสียใจแต่ประการใดที่จะรื้อถอนงานของผมลงไปอย่างที่หลายคนชอบพูดกันหรอกนะครับ
ผมเพียงแต่ไม่เข้าใจว่าจะย้ายไปเพื่อประหยัดค่าเช่าเดือนละ 1-2 ล้านบาท
แต่ต้องลงทุนสร้างใหม่อีกเป็นร้อยล้าน กับของเดิมที่ลงทุนไปแล้วเกือบ 100 ล้านบาท
ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาด้วยก็แปลว่าส่วนที่ต้องเสียไปรวมกับที่ต้องลงทุนใหม่ก็ไม่ต่ำว่า 200 ล้านบาท
กับสัญญาเช่าที่เหลืออีก 3 ปี อย่างมากก็ประหยัดงบประมาณค่าเช่าไม่ถึง 100 ล้านบาท
ผมคิดเลขไม่ค่อยเก่ง เงินที่เสียไปแล้วจะต้องเสียใหม่ รวมกับค่าเช่าใหม่ 3 ปี ก็ไม่เข้าใจว่าประหยัดงบประมาณได้อย่างไร
ที่ใหม่ที่จะย้ายไปก็มีขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่ง แปลว่าพื้นที่สำหรับแสดงนิทรรศการก็จะพิการหรือหายไป
ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ก็ขนาดใหญ่ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว มองไม่เห็นเหตุจริง ๆ ครับ
 
ถ้าอยากจะย้ายกันจริง ผมคิดว่าน่าจะเอาแรงไปขยายส่วนต่อในต่างจังหวัดน่าจะดีกว่า
เหตุและผลขององค์กรแบบนี้ต้องลงเงินเพิ่มครับ ไม่ใช่ประหยัดเงิน เราก็พูดกันปาวๆ ว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ
สังคมต้องอุดมปัญญาแต่พอปัญญาจะเกิดจริงก็บอกว่าต้องประหยัดงบประมาณ
มีส่วนอื่นของประเทศต้องใช้เงิน (เช่น รถถังและเครื่องบินรบ) แขน ขา อาวุธ เป็นเรื่องสิ่งสำคัญ
แต่สังคมไทยต้องเดินด้วยสมองครับ ไม่ใช่ใช้แรงแต่อย่างเดียว
การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญนอกจากความรู้ทางด้านการบริหาร
ที่จะก่อให้สังคมเกิดผู้นำใหม่ 200 ล้านบาทต่อปีนี้ยังน้อยไปเลยครับ สร้างประชาชนให้มีคุณภาพเท่าไหร่ก็ต้องลงทุนครับ
ผมว่า จะสร้างคนให้มีปัญญา ก็ต้องใช้คนที่มีปัญญากว่ามาสร้างกันนะครับ
ธรรมดาคนมีปัญญาในราชการก็มี เอกชนก็มี แต่จะจูงใจกันด้วยจิตวิญญาณอย่างเดียวก็เห็นทีจะไม่ไหว
ต้องจ้างมานะครับ ทีมงานทุกคนที่ทำงานอยู่ใน TCDC นี่ก็เข้าขั้นหัวกะทิทั้งนั้น
เป็นธรรมดาที่เงินเดือนจะไม่น้อย เงินน้อยแล้วคนมีปัญญาแต่ไม่มีเงินที่ไหนเขาจะมาทำกันไหว
ก็กล่าวหากันว่าบางตำแหน่งเงินเดือนสูงกว่านายกรัฐมนตรี
ผมว่าความผิดอยู่ที่ตรงเงินเดือนนายกรัฐมนตรีมากกว่านะครับ ถึงต้องคดโกงกันมาทุกยุคทุกสมัยนั่นไง
แล้วผู้บริหารของ OKMD ที่ตั้งกันเข้ามาใหม่นี้ก็เงินเดือนไม่น้อยเลยนะครับ
มีใครดูกันบ้างหรือเปล่า แก้ปัญหาให้ถูกจุดนะครับ ช่วยๆ กันหน่อย
 
ถึงวันนี้คงไม่มี TCDC แบบที่เรารู้จักกันอีกต่อไป ด้วยอำนาจการตัดสินใจของคนสองคน
ที่นั่งอยู่บนหอคอยที่ OKMD กับทำเนียบรัฐบาล สองคนที่ไม่เคยลงมาสัมผัสรากหญ้า
แถมเราไม่ได้เลือกตั้งเข้ามาด้วย
ก็คงถึงวาระที่ TCDC ก็คงต้องแตกดับไปพร้อมกับความหวังของประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่มุ่งเปลี่ยนแปลงประเทศชาติให้ดีขึ้น
ถ้าเป็นระบบการเมืองปรกติก็คงโดนโจมตีจนเละราบคาบ
แต่นี่เป็นระบบแปลก ๆ แบบไทย ๆ ประชาชาชนก็ต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป
ไม่งั้นอาจจะโดนตีหัวแตกได้ ที่เขียนที่เล่าให้ฟังก็เสียดายและเสียใจครับ
ไม่ใช่เสียดายสถานที่หรือบุคคล แต่เสียดายโอกาสที่จะได้เห็นสังคมไทยดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ของไม่เสียก็ไม่รู้ไปซ่อมทำไม ซ่อมแล้วประกอบใหม่ นอกจากไม่แน่ว่าจะดีขึ้นแล้